วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศิลปะโรมาเนสก์

ศิลปะโรมาเนสก์

ศิลปะโรมาเนสก์

 

วัดเซ็นต์ออสเตรมอยน์, อิซัว, ฝรั่งเศส

ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque art) หรือเรียกกันว่า ศิลปะนอร์มัน หมายถึงศิลปะที่เกิดขึ้นในยุโรป ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษ 12[1]ศิลปะแบบโรมาเนสก์พื้นฐานของศิลปะกอธิคซึ่ง เริ่มมีบทบาทเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษ 13 การศึกษาเรื่องศิลปะยุคกลาง เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษ 19 ทำให้มีการจัดแบ่งศิลปะเป็นสมัยๆ คำว่า โรมาเนสก์ เป็นคำที่ใช้บรรยายศิลปะตะวันตกโดยเฉพาะ สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษ 11 ถึง 12 คำนี้ทั้งมีประโยชน์และทำให้มีความเข้าใจผิด คำนี้มาจากการที่ ช่างปั้นจากประเทศฝรั่งเศสทางไต้ไปจนถึงประเทศสเปนมีความรู้เรื่องอนุสาวรีย์แบบโรมันแต่ศิลปะแบบโรมาเนสก์ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความคิดของศิลปะแบบโรมัน นอกจากเป็นการฟื้นฟูวิธีการก่อสร้างแบบโรมัน เช่นเสาที่ใช้ในอาราม Saint-Guilhem-le-Désert หัวเสาที่วัดนี้แกะเป็นรูปใบอาแคนธัส (acanthus) ตกแต่งด้วยรอบปรุซึ่งจะพบตามอนุสาวรีย์แบบโรมัน อีกตัวอย่างหนึ่งคือเพดานวัดที่ Fuentidueña ประเทศเสปนเป็นแบบโค้งเหมือนถังไม้ (barrel vault) ซึ่งใช้กันทั่วไปในสิ่งก่อสร้างของโรมัน แม้จะเน้นความเกี่ยวข้องกับวิธีการก่อสร้างแบบโรมัน นักประวัติศาสตร์ศิลปะมืได้กล่าวถึงอิทธิพลอื่นๆที่มีต่อศิลปะแบบโรมาเนสก์ เช่นศิลปะทางตอนเหนือของทวีปยุโรป และ ศิลปะไบแซนไทน์ หรือการวิวัฒนาการของ ศิลปะโรมาเนสก์เอง

สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ (ภาษาอังกฤษ: Romanesque architecture) เป็นคำที่บรรยายลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เริ่มราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ไปจนถึงสมัยสถาปัตยกรรมกอธิคระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12 สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ที่อังกฤษจะเรียกกันว่า “สถาปัตยกรรมนอร์มัน

ลักษณะเด่นๆของสถาปัตยกรรมยุคนี้คือความเทอะทะ เช่นความหนาของกำแพง ประตูหรือหลังคา/เพดานโค้งประทุน เพดานโค้งประทุนซ้อน การใช้โค้งซุ้มอาร์เคดในระหว่างช่วงเสาหนึ่ง ๆ และในแต่ละชั้นที่ต่างขนาดกัน[1] เสาที่แน่นหนา หอใหญ่หนัก และ การตกแต่งรอบโค้ง (เช่น:ซุ้มประตูหรืออาร์เคด (arcade)) ลักษณะตัวอาคารก็จะมีลักษณะเรียบ สมส่วนมองแล้วจะเป็นลักษณะที่ดูขึงขังและง่ายไม่ซับซ้อนเช่นสถาปัตยกรรมกอธิคที่ตามมา สถาปัตยกรรมจะพบทั่วไปในทวีปยุโรปไม่ว่าจะเป็นประเทศใดหรือไม่ว่าจะใช้วัสดุใดในการก่อสร้าง

จิตกรรม

เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงถึงเรื่องราวทางศาสนา เขียนด้วยสีปูนเปียก (Fressco)ตกแต่งผนัง ซึ่งปัจจุบันได้ถูกทำลายโดยดินฟ้า อากาศ เสียหายเป็นส่วนใหญ่ และได้รับการเขียนทับใหม่โดยศิลปินในสมัยต่อมา จิตรกรรมอีก ลักษณะหนึ่งคือจิตรกรรมประกอบหนังสือหรือประกอบคัมภีร์ไบเบิล

ในช่วงพุทธศตวรรศที่ ๑๖-๑๗ จิตรกรรมโรมาเนสก์มีรูปร่างลักษณะแบน และแสดงเส้นเป็นระเบียบมั่นคงที่มีพลังจาก  การบิดเอี้ยว และวนเป็นวง ผลงานจิตรกรรมภายหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เริ่มมีมิติทางรูปทรงอย่างงานประติมากรรมมากขึ้น แต่ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา  เท่าไรนัก อิทธิพลของศิลปะไบเซนไทน์มักมีปรากฏอย่างชัดเจนในส่วนของเสื้อผ้าที่เป็นรอย ยับจีบคล้ายรูปเรขาคณิต การจัดวางท่าทางรูปคนให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ประติมากรรม

เสาอดัมกับอีฟ

งานประติมากรรมของโรมาเนสก์เป็นประติมากรรมที่มีขนาดใหญ่และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์และสร้างประติมากรรมนูนสูงตกแต่ง สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิล ส่วนใหญ่เป็นงานแกะสลักหินตามฝาผนังเหนือประตูหน้าต่าง เกี่ยวกับคริสต์ศาสนา ใช้ลวดลายแบบเรขาคณิตตามแบบชนเผ่าเยอรมันโบราณ รูปแกะสลักมักยาวเรียวไม่เหมือนจริง ซึ่งแตกต่างจากศิลปะกรีกและโรมันที่เน้นรูปทรงสัดส่วนเหมือนจริงตามธรรมชาติ เช่น รูปพระเยซูบนประตูทางเข้าโบสถ์แซงฟัง ฝรั่งเศส

ที่มา:http://westernartstory.wordpress.com/

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์ศิลปะ : ศิลปะอินเดียลุ่มแม่น้ำสินธุ โมเฮนโจดาโร-ฮารัปปา

ประวัติศาสตร์ศิลปะ : ศิลปะอินเดียลุ่มแม่น้ำสินธุ โมเฮนโจดาโร-ฮารัปปา

          ศิลปะในประเทศอินเดีย มีมาอย่างยาวนานมากกว่า 4,500 ปี นับว่าเป็นศิลปะที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ศิลปะใด ๆ ในโลกนี้ อีกทั้งยังมีอิทธิพลมากมายให้กับประเทศหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาศิลปะอินเดียจึงเป็นรากฐานที่สำคัญในการศึกษาศิลปะในภูมิภาคนี้และประเทศไทย สำหรับประเทศไทยรับรับอิทธิพของศิลปะอินเดีย ทั้งใน สถาปัตยกรรม ประติมากรรม รวมถึงคติความเชื่อของการสร้างงานศิลปะด้วย
ภูมิหลังอินเดีย 
          ประเทศอินเดียเป็นดินแดนอารยธรรมแห่งหนึ่งของโลกที่มีการรับอารยธรรมจากภายนอกและเผยแพร่อารยธรรมไปสู่ดินแดนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศอินเดียได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากต่างประเทศ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่หนึ่ง ประมาณ 2,000 ปีก่อนพุทธศักราช อิทธิพลจากประเทศเมโสโปเตเมียได้แพร่เข้ามาในลุ่มแม่น้ำสินธุจนถึงประมาณ 1,000 ปีก่อนพุทธศักราช เมื่อชาวอารยันได้บุกรุกอินเดียและทำลายอารยธรรมดั้งเดิม ครั้งที่สอง ราวพุทธศตวรรษที่ 3 ได้รับอิทธิพลศิลปะจากอิหร่านและกรีก ครั้งที่สามพุทธศตวรรษที่ 6 ได้รับอิทธิพลของกรีกและโรมันเข้ามามีบทบาทต่อศิลปอินเดียและครั้งที่สี่พุทธศตวรรษที่ 16 กลุ่มมุสลิมซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้รุกรานอินเดียและพุทธศตวรรษที่ 21 ราชวงศ์โมกุลเข้าครอบครองอินเดีย ศิลปะอินเดียระยะต่อมาก็ได้รับอิทธิพลของอิหร่าน
          อินเดียเป็นประเทศที่มีศาสนาหลายศาสนา ศาสนาดั้งเดิม คือ ศาสนาพระเวท ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นศาสนาพราหมณ์ และในช่วงต้นพุทธศักราชได้เกิดศาสนาไชนะ และพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศตวรรษที่ 6 พุทธศาสนาได้เกิดลัทธิขึ้นใหม่คือ ลัทธิมหายาน ซึ่งได้รับเอาความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์เข้ามาปะปน พุทธศตวรรษที่ 10 ศาสนาพรามหณ์ ได้ปรับปรุงเพื่อต่อต้านพุทธศาสนาลัทธิมหายาน จึงเป็นศาสนาฮินดู ซึ่งแบ่งเป็น 2 ลัทธิใหญ่ คือ ไศวนิกายซึ่งนับถือ พระศิวะหรือพระอิศวรเป็นใหญ่ และไวษณพนิกายซึ่งนับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่ ต่อมาพุทธศาสนาก็เกิดลัทธิตันตระ ก่อนที่ชาวมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามเข้ามามีอิทธิพลในอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 ศาตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล  ทรงแบ่งศิลปะอินเดียออกเป็น 2 สมัยโดยกว้างคือ สมัยก่อนอินเดีย และศิลปะอินเดียแท้ซึ่งมีรายละเอียดของพัฒนาการดังนี้คือ ศิลปะสมัยก่อนอินเดีย และ ศิลปะศิลปะสมัยอินเดียแท้ 
ศิลปะสมัยก่อนอินเดีย
          รากฐานศิลปะก่อนอินเดียคือวัฒนธรรมที่ใช้ภาษาสันสกฤต มีศิลปะที่เมืองหะรัปปา (Harappa) และโมเหนโช-ดาโร (Mohenjo-daro) ทางแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ เมื่อ 1,500 ปีก่อนพุทธศักราช อารยธรรมบนลุ่มแม่น้ำสินธุ

เมืองโมเฮนโจดาโร
จากการเรียนในวิชาประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียง ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.รามคำแหง
          แม้ว่าอารยธรรมอินเดียจะเจริญรุ่งเรืองมาแล้วแต่ครั้งโบราณ แต่ตราบจนปลายศตวรรษที่สิบแปดก็ยังไมมีการริเริ่มศึกษาและค้นคว้ากันอย่างจริงจัง จนมาถึงในศตวรรษที่สิบเก้า การค้นคว้าเกี่ยวกับอารยธรรมของอินเดียโบราณ ก็ยังคงเป็นไปทางวรรฑคดีและภาษาเป็นส่วนใหญ่จากหลักฐานที่มีอยู่จนกระทั่ง ค.ศ. 1862 รัฐบาลอินเดียจึงได้เริ่มตั้งสมาคมทางโบราณคดีขึ้น การค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญในอินเดียภายใต้การนำของเซอร์ จอห์น มาร์แชล (Sir John Marshall) คือการค้นพบอารยธรรมแถบลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Civilization) ใกล้กับเมืองฮารัปปา (Harappa) แถบแคว้นปัญจาบ ใน ค.ศ. 1912 และต่อมาอีกหนึ่งปีก็ได้มีการขุดพบซากเมืองโมเฮ็นโจดาโร ( Johenjo Daro) ในแคว้นซินด์ (Sindh) พิสูจน์กันว่าคงเป็นซากของอารยธรรมของพวกดราวิเดียน (Dravidians) ซึ่งเป็นพวกแรกที่เจริญมากในอินเดีย อาจสันนิษฐานว่าเมืองเหล่านี้รุ่งเรืองอยู่ระหว่างประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสต์กาล และเจริญมาถึง 2,000 ปีก่อนคริสต์กาล
ประติมากรรมชายมีเครา
ประติมากรรมหญิงสำริด
ภาพแกะสลักบนหินสบู่รูปคนและสัตว์ต่าง ๆ 
ภาพแกะสลักบนหินสบู่รููปคนสวดเครื่องสวมหัวมีเขา
ภาพแกะสลักบนหินสบู่รูปคนและสัตว์
จากการเรียนในวิชาประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียง ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.รามคำแหง
          ทั้งเมืองโมเฮ็นโจดาโร และฮารัปปานี้มีผังเมืองอย่างเดียวกัน จากการขุดค้นพบซากเมืองเก่าพบว่ามีบ้านเล็ก และบ้านใหญ่เป็นจำนวนมาก มีประตู หน้าต่าง พื้นบ่อ ท่อระบายน้ำและยังมีสถานที่สาธารณะ เช่น ที่อาบน้ำใหญ่ ซึ่งมีบ่อน้ำล้อมรอบด้วยห้องอาบน้ำเล็ก ๆ และระเบียง มีถนนกว้าง มีทางระบายน้ำอย่างดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สร้างต้องเป็นผู้ชำนาญการในการออกแบบก่อสร้างดีมากด้วยสิ่งที่น่าทึ่งในการขุดพบครั้งนี้ คือการขุดพบตึกหลายชั้นที่เมืองโมเฮ็นโจดาโร สันนิษฐานว่าเมื่อเมืองชั้นหนึ่งถูกทับถมขึ้นมาด้วยการพอกพูนของแผ่นดินหรือน้ำท่วม ก็มีการสร้างเมืองใหม่ลงบนที่เก่าตามแผนผังเมืองเก่า การค้นพบเมืองเก่านี้ทำให้แลเห็นชีวิตความเป็นอยู่และการทำมาหากินของคนด้วย เมื่อพวกอินโดอารยันเข้ามาหลังสมัยโมเฮ็นโจดาโรแล้ว ก็พบว่าพวกดราวิเดียนเชื่อภูตผีปีศาจ และเทพที่สถิตตามต้นไม้ ลำธาร ภูเขา ซึ่งมีโชคลางแอบแฝงอยู่ทั่วไป พวกดราวิเดียนบูชางูต่าง ๆ โดยเฉพาะงูเห่าด้วยถือเป็นสัญลักษณ์ของพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์
           อารยธรรมในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุนี้ค่อย ๆ เสื่อมลงก่อนสูญหายไป สังเกตจากมีการก่อสร้างบ้านเรือนธรรมดาลงบนฐานของคฤหาสน์ใหญ่ ๆ และแผนผังเมืองก็มิได้เป็นระเบียบดังเช่นในสมัยที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ แต่อย่างไรก็ตามอารยธรรมแถบลุ่มแม่น้ำสินธุนั้นมีคุณลักษณะพิเศษ และเป็นของตนเองโดยแท้จริงแม้ว่าจะมีการติดต่อกับแถบเมโสโปเตเมีย แต่ความเป็นอยู่ของผู้คนและการปฎิบัติทางศาสนาก็แตกต่างกันไปบ้านเรือนผู้คนแถบนี้สร้างใหญ่โตอยู่สบาย มีที่อาบน้ำประกอบอยู่ด้วย แต่มิได้มีการสร้างโบสถ์ววิหารอันใหญ่โตปรากฎอยู่ เมื่อพวกอินโดอารยันมารุกรานแถบลุ่มแม่น้ำสินธุนี้ สิ่งที่เป็นอารยธรรมของเมืองโมเฮ็นโจดาโรและฮารัปปาแต่เดิม ก็ยังคงเหลืออยู่เป็นมาตรฐานส่วนใหญ่ของอารยธรรมอินเดีย ตราบเท่าทุกวันนี้
          พวกอินโดอารยัน สืบเชื้อสายมาจากพวกอารยันหรืออินโด-ยูโรเปียน (Indo-European) ซึ่งสันนิษฐานว่า เดิมมีภุมิลำเนาอยู่ทางภาคกลางของทวีปเอเชีย บริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบแคสเปียน (Caspian Sea) ได้อพยพออกจากบริเวณดังกล่าว และได้กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง ๆ พวกหนึ่งไปทางทิศตะวันตกและกระจายไปเป็นพลเมืองของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป พวกนี้เรียกว่า พวกอินโด-ยูโรเปียน พวกที่สองไปทางทิสตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปในอัฟกานิสถาน และหลังจากได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ระยะหนึ่งพวกนี้ก็ขยับขยายไปทางทิศตะวันตกเข้าไปในเปอร์เซีย พวกนี้เรียกว่า พวกเปอร์เซียนหรืออิเรเนียน (Iranian) พวกที่สามไปทางตะวันออกผ่านช่องเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเข้าไปในอินเดีย เรียกว่าพวกอินโดอารยัน (Indo-Arayans) ซึ่งเข้ามารุกรานอินเดียประมาณตั้งแต่ 2000-1500 ปีก่อนคริสต์กาล
          พวกอินโดอารยัน เป็นคนผิวขาวผ่อง มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง มีรูปศีรษะยาว จมูกโด่งและร่างกายได้สัดส่วน เป็นพวกที่ชอบดื่มและบริโภคอาหาร และพร้อมที่จะจับอาวุธขึ้นรบ เมื่อเข้ามาในอินเดียพวกอินโดอารยันดำรงชีวิตอยู่อย่างมีทรัพย์สมบัติคือปศุสัตว์ อาหารของพวกนี้คือ นม เนย ข้าว และยังไม่ห้ามการบริโภคเนื้อวัว บิดาเป็นประมุขของบ้าน และเป็นผู้ประกอบพิธีทางศาสนา มีกษัตริย์หรือราชาเปนหัวหน้าหมู่ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยหลายครอบครัว เป็นผู้ให้ความยุติธรรมและเป็นแม่ทัพ ชายที่มีอายุพอสมควรทำหน้าที่เป็นนักรบช่วยเหลือหัวหน้าหมู่ ในระยะนี้วรรณะยังไม่มีขึ้นในอินเดีย อีกทั้งมีความสามารถเหนือพวกดราวิเดียนในทางการรบ การขับไล่พวกดราวิเยนให้ถอยร่นไป ถือเป็นหน้าที่อันสำคัญของพวกอินโดอารยัน พวกนี้ได้ปะปนสายโลหิตกับพวกดราวิเดียนและรับเอาขนบธรรมเนียม นาน ๆ เข้าพวกอินโดอารยันก็เกรงว่าจะถูกกลืนโดยพวกดราวิเดียน และต้องการรักษาสีผิวของพวกอารยันไว้ จึงเกิดมีการแบ่งชั้นวรรณะขึ้น (Caste System) ในชั้นต้นจุดประสงค์สำคัญเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือดอารยันไว้มากกว่าเป็นการแบ่งชั้นทางสังคม

วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

หนังสือประกอบการเขียน
กำจร สุนพงษ์ศรี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกาณ์มหาวิทยาลัย. 2553.
พรพรรณ จันทโรนานนท์, รศ. ศิลปะวิจักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2544.
สุภัทรดิส ดิสกุล, ศ.ดร. ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศใกล้เคียง อินเดีย ลังกา ชวา ขอม พม่า ลาว.พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ศิลปะวัฒนธรรม. 2553.
ที่มา:http://www.gotoknow.org/posts/449840

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ 
คืองานศิลปะที่ได้เริ่มทำก่อนกันมาก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการบันทึกเรื่องราวที่เรียกว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ โดยนับตั้งแต่ ยุคหินเก่าตอนปลาย ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000-10,000 ปีมาแล้ว  ๒๐,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ปี มนุษย์พวกแรกคือ มนุษย์โครมันยอง (Cro-Magnon) รู้จักสร้างสรรค์ความสะดวกสบาย รู้จักเขียนภาพประสบการณ์ที่ตนรู้ ถ้ำที่มีภาพเขียนมากคือ ถ้ำลาสโค (Lascaux) และถ้ำอัลตามิรา (Altamira) อยู่ระหว่างประเทศฝรั่งเศสและ ประเทศสเปน

ภาพเขียนถ้ำ altamira


ความเชื่อทางศิลปะของมนุษย์ศิลปินพวกแรกนี้ นักโบราณคดีสันนิษฐานตามแบบอย่างศิลปกรรมที่มีเหลืออยู่ มี ๓ประการคือ
๑. ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย
๒. ความเชื่อเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์
๓. ความเชื่อเกี่ยวกับความสำนึกบาป

ลักษณะจิตรกรรม (Painting)

จาก ข้อสันนิษฐานดังกล่าว เกิดลักษณะศิลปกรรม ยุคหินเก่าซึ่งสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ ได้แก่จิตรกรรมบนผนังถ้ำ (Cave Painting) พบตามบริเวณแถบตอนใต้ของฝรั่งเศส และตอนเหนือของสเปน วิธีการและวัสดุที่นำมาประกอบเป็นศิลปกรรมมีลักษณะดังนี้
๑. ผู้สร้างหรือศิลปิน สันนิษฐานว่าส่วนมากเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน หรือ พ่อมดหมอผี ซึ่งมีความสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับความเชื่อ
๒. สีที่ใช้อาจจะเป็นผง เป็นเลือดสัตว์ หรือยางไม้ เครื่องมือที่ใช้เขียนภาพผนังถ้ำ บางทีอาจใช้ไม้ทุบเป็นฝอยแทนพู่กัน หรือไม่ก็ใช้ขนนก
๓. สีที่ใช้ มีสีดินเหลือง สีดินแดง สีดินหม่น สีดำ สันนิษฐานว่าเป็นวัสดุในท้องถิ่น


๔. รูปเขียนบางรูปใช้ลักษณะพื้นผิวของถ้ำช่วย เช่น บริเวณที่นูนออกมาก็ทำเป็นส่วนท้องหรือบริเวณที่ยื่นโปนออกมาทำเป็นส่วนหัว


๕. เรื่องราวของภาพส่วนมากเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ การดำรงชีวิต การล่าสัตว์ ตามความเชื่อเรื่องอภินิหารต่างๆ ภาพสัตว์ต่างๆที่ปรากฏบนผนังถ้ำ อาจเขียนขึ้นเป็นการบันทึก การลอกเลียนแบบรูปร่าง ลักษณะของสัตว์ที่ล่าได้มาในวันหนึ่งๆ หรือภาพลวดลายเรขาคณิต
๖. ภาพสัตว์ที่เขียนจะเป็นรูปด้านข้างส่วนมาก (Profile) ภาพสัตว์ที่เขียนมีทั้งรูปเดี่ยว และเป็นฝูง ส่วนใหญ่แสดงการเคลื่อนไหว มีรูปคนปนอยู่ด้วย

๗. แสดงระยะใกล้ ไกล ด้วยการเขียนให้บังกัน ทับกัน ขนาดที่ต่างกัน

๘. ลักษณะของสี เป็นสีแบน พยายามนำเอาความสูงต่ำของผนังมาช่วย ให้เกิดความกลมกลืนทางสีและรูปทรง
๙. เขียนสัตว์ทุกชนิดปะปนกันหมด ไม่แยกประเภทสัตว์บก หรือ สัตว์น้ำ

ลักษณะประติมากรรม (Sculpture)

ประติมากรรม ที่เด่น คือ ประติมากรรมแบบลอยตัว เช่นรูปวีนัส วิเลนดอร์ฟ พบในถ้ำที่ประเทศออสเตรีย เป็นประติมากรรมที่มีรูปทรงกระเปาะ หรือทรงรูปไข่ แสดงให้ทราบว่าเป็นสตรี รูปร่างสะดุดตา คือ ศรีษะเล็ก บริเวณท้องใหญ่ ก้นใหญ่ ซึ่งแสดงความเชื่อเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ เป็นประติมากรรมที่แสดงลักษณะเรียลลิสติคกับแอ๊บสแตรก ปนกันอย่างงดงาม

 วีนัส วิเลนดอร์ฟ